Blog ME

ธนกฤต พานิชวิทย์ การงาน การเงิน และไลฟ์สไตล์ที่สอดคล้องกับแต่ละหลักไมล์ของชีวิต

ย้อนกลับ
ธนกฤต พานิชวิทย์  การงาน การเงิน และไลฟ์สไตล์ที่สอดคล้องกับแต่ละหลักไมล์ของชีวิต

‘ว่าน’ – ธนกฤต พานิชวิทย์ เปิดประตูบ้านออกมาต้อนรับเรา พร้อมกับเสื้อเชิ้ตฮาวายและกางเกงขาสั้น เขาบอกว่าวันนี้เป็นอีกหนึ่งวันทำงานที่เขารู้สึกสุขใจและผ่อนคลาย

     บ้านหลังใหม่กำลังต่อเติมเสริมขึ้นมาจากบ้านหลังเดิมของครอบครัว ว่านพาเราเดินผ่านส่วนต่างๆ กองกีตาร์วางเรียงราย เครื่องเล่นแผ่นเสียงวินเทจ ทีวีจอยักษ์ และโซฟากว้างใหญ่ที่เอาไว้ชวนเพื่อนฝูงมาสุมหัวเล่มเกมกันตามสไตล์หนุ่มที่ยังรักษาความเป็นเด็กไว้ภายในอยู่เสมอ ตัดสลับกับส่วนที่จัดเตรียมไว้ให้พ่อแม่ยามเกษียณ ไล่เรื่อยขึ้นไปเป็นส่วนของการทำงาน มีห้องประชุมและสตูดิโอขนาดย่อม ที่เขาจะใช้ทำงานเพลงและถ่ายทำรายการในนามของบริษัท โซโลอิสต์ ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับอัลบั้มเพลง ที่สะท้อนตัวตนในการทำงานของเขาได้อย่างชัดเจน เราถามเขาว่าเตรียมไว้ใช้เป็นเรือนหอใช่ไหม เขายิ้มๆ แล้วบอกว่าพร้อมแล้ว พร้อมกว่านี้ก็ไม่มีอีกแล้ว

     ผ่านทศวรรษแรกแห่งการทำงานหนัก เริ่มเข้าวงการจากการเข้าร่วมประกวดในรายการเรียลิตี้ เติบโตมาเป็นนักร้อง นักแต่งเพลง เคี่ยวกรำทำงานและเก็บออมเงินไว้ ตอนนี้เขาเริ่มเข้าสู่ทศวรรษที่สอง ซึ่งจะต้องแสวงหาสมดุลใหม่ สามารถทำงานอยู่กับบ้าน มีเวลาพักผ่อนและสร้างสรรค์คอนเทนต์ออนไลน์สไตล์เฮฮา ก่อนที่จะถึงหลักสี่ – หลักห้า ซึ่งเป็นวัยที่จะค่อยๆ เฟดตัวเองออกไปใช้ชีวิตสงบสุขกับครอบครัว ด้วยเงินออมที่มั่นคงเพียงพอ

     ว่านบอกว่าวัยหนุ่มคือวัยที่เราจะต้องฉลาดเรื่องการเงิน ในยุคสมัยที่เรากินน้ำในราคาที่แพงกว่ากินข้าว ถ้าเก็บเงินไว้โดยที่มันไม่งอกเงย เราจะเจ็บปวดแน่ๆ สู้เราเอาเงินไปซื้ออุปกรณ์มาเพื่อใช้ทำงาน ซื้อข้าวของที่ทำให้เรามีความสุข ลองไปหาคนที่จะให้คำปรึกษาแก่เราได้ แบ่งบางส่วนไปลงทุน และบางส่วนฝากไว้ให้มีดอกเบี้ยงอกเงย

     a day BULLETIN และ ME by TMB ร่วมกันค้นหาเคล็ดลับแห่งความสุขในการทำงาน การใช้ชีวิต และการเก็บออม ผ่านบทสนทนาที่บอกเล่าแต่ละหลักไมล์ของชีวิต ของ ธนกฤต พานิชวิทย์

 

A Day Wan

 

เห็นหลายคนมักจะบอกว่าอาชีพนักร้องนักแสดงเป็นอาชีพสบายๆ ช่วยบอกเล่าถึงสิบปีที่ผ่านมากับการทำงานในวงการบันเทิงได้ไหม

     คนเราทำงานไม่เหมือนกัน จะบอกว่าดารานักร้องทำงานสบายกว่าก็คงไม่จริงหรอก หลายคนยังคิดว่างานแบบเราไม่มีต้นทุน เหมือนการหยิบอากาศออกมาขาย เอามาเขียน มาร้อง แต่อย่างน้อยผมก็ต้องซื้อดินสอมาจดเนื้อเพลง มีค่าเสื่อมของสมอง มีค่าเวลาที่ผ่านเลยไป มันกลายเป็นต้นทุนอยู่ดี ผมว่าเราก็อิจฉากันไปกันมาแบบนี้แหละ เหมือนบางทีผมก็อิจฉาพนักงานออฟฟิศที่รู้เวลางานแน่นอน เข้างานตอนเช้า ออกงานตอนเย็นแล้วไปรับลูก แต่บางทีผมก็เข้าใจถึงความเบื่อหน่ายของพวกเขา

     อย่างใน เพลงดาวอังคาร ผมสังเกตทุกครั้งที่เข้าไปนั่งประชุมงานที่ออฟฟิศของสไปซี่ดิสก์ ผมก็เห็นสาวๆ น่ารักแต่ไม่มีเวลาดูแลตัวเอง พวกเธอแต่งตัวสวยๆ มาทุกวัน แต่พอเข้าออฟฟิศก็ต้องเอาเสื้อคลุมเหี่ยวๆ ที่แขวนไว้ที่โต๊ะทำงานมาคลุมไว้ทั้งวัน หน้ามันๆ ใส่รองเท้าแตะ ไม่ได้ดูแลตัวเอง

     แต่ยังไงๆ ผมว่าอาชีพในวงการบันเทิง น่าจะมีความเครียดน้อยที่สุดแล้ว คือถ้าเราประกอบกิจการด้วยความเครียด ผลงานที่ออกมาคงจะไม่บันเทิง มันจะขัดแย้งกัน แต่ผมก็เครียดบ้าง ผลงานบางส่วนมันออกมาตามเดดไลน์ เพราะว่าเรารับจ้างทั่วไปไง งานเข้ามาแล้วต้องส่งมะรืนนี้ งานมันต้องมาวันนี้หรือพรุ่งนี้ เพื่อมะรืนจะได้มีงานส่ง งานที่ทำได้อย่างสบายๆ คืองานส่วนตัวของเรา อย่างเพลงในอัลบั้มใหม่ที่ก็แล้วแต่เรา จะทำหรือไม่ทำก็ได้ ทางค่ายก็ไม่ได้เร่งมา เราก็อีลุ่ยฉุยแฉกไปก่อน

     ผมชอบจำกัดความการงานของตัวเอง และชอบที่จะเห็นตำแหน่งบนนามบัตรของตัวเอง ลงว่า ‘รับจ้างทั่วไป’ เวลาขับรถไปไหนมาไหน เห็นรถกระบะจอดอยู่ข้างถนน แปะป้ายว่ารับจ้างทั่วไป ผมรู้สึก โอ้โฮ คลาสสิก เพราะไม่เลือกงาน รับจ้างทั่วไปคือทำอะไรก็ได้ ขนผัก ขนแตงโม ขนของย้ายบ้าน ผมรู้สึกว่าคนทำงานรับจ้างทั่วไปคือคนขยัน คำว่า โซโลอิสต์ มาจากเมื่อก่อนผมทำงานโดยใช้บุคลากรน้อยมาก อาจจะแค่คนเดียวคือผมเอง แล้วก็พยายามทำงานได้จนเสร็จ จนตอนนี้ผมก็มีเพื่อนร่วมงานเข้ามาช่วยแล้ว คงไม่โซโลอิสต์ซะทีเดียวแล้ว

 

คนทำงานแบบโซโลอิสต์ รับจ้างทั่วไปอย่างคุณ เขาวัดความสำเร็จกันอย่างไร

     คนรับจ้างทั่วไปอย่างผม ถ้าวาดกราฟเป็นแกน X และ Y แทนปริมาณของงานและรายได้ที่ได้รับ เมื่อเราทำงานไปเรื่อยๆ อย่างมีความสุข ก็จะมีอีกแกนหนึ่งงอกออกมา ขอเรียกมันว่าแกน Z มันจะทำให้ชีวิตเรามีความล้ำลึก สมมติว่าตื่นเช้าขึ้นมาแล้วรู้สึกโอเคไหม เราอยู่กับบ้านแล้วมีความสุขไหม เรามีเวลากินข้าวกับแม่แล้วมีความสุขไหม ต้องตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้ ถ้ายังไม่ใช่ ก็แปลว่าแกน Z เรายังลึกไม่พอ

     ยิ่งถ้าเราไปทำงานมากขึ้น เพราะอยากให้ได้เงินมามากขึ้น ก็ไม่ตอบคำถามเรื่องความสุขของชีวิตอยู่ดี เวลานอนอยู่บ้านแล้วนึกขึ้นมาในใจ เฮ้ย วันนี้ใช่เลยว่ะ ชีวิตเราต้องการแบบนี้แหละ ใช่เลย ออกมาเปิดประตูบ้านต้อนรับทีมงานแล้วรู้สึกมีความสุข ถามว่าขอใส่กางเกงขาสั้นนะ คุณบอกว่าได้ๆ โอ้โฮ ยิ่งมีความสุขเลย วันนี้คือวันที่แกน Z ลึกมากเลย ผมอิ่มเอมมีความสุขกับงานวันนี้

     ผมว่าคนเราสามารถพัฒนาแกน Z ของชีวิตได้ด้วยการทำตัวง่ายๆ อร่อยง่ายๆ หลับง่ายๆ เดินทางง่ายๆ สรุปคือคุณมีความสุขได้ง่าย คนที่คลุกคลีกับผมจะรู้นิสัยอย่างหนึ่งคือ ผมไม่ปรุงอะไรเลย ก๋วยเตี๋ยว ก๋วยจั๊บ เสิร์ฟมาปุ๊บ ผมกินได้เลย เพื่อนถามว่าจะปรุงมั้ย ไม่ปรุง กินเลย เพราะป้าเขาตั้งใจทำมาแล้ว เราก็ลองกินของเขาดูก่อนสิ แหม ป้าเขาอุตส่าห์ตื่นตีห้ามาเคี่ยวน้ำซุป ถ้าเราใส่พริกเข้าไป ป้าจะเสียใจไหม กินแค่นี้ผมก็มีความสุขแล้ว เหมือนตอนไปนวดแผนไทย ถ้าป้าเขานวดแรงไป เราก็ไม่กล้าบอก อาศัยจิกเบาะกัดฟันไป ถ้าจะให้พูดว่า ป้าครับ แรงไป แบบนี้กลายเป็นเหมือนคนเรื่องมาก และอีกอย่างคือผมหลับง่ายมาก บางทีขึ้นรถเมล์แล้วหลับเลย ตื่นมาสดชื่นพร้อมทำงานได้เลย

 

ถ้าเป็นคนง่ายๆ แบบนี้ เวลาจับจ่ายช้อปปิ้ง หรือเวลาปลูกบ้าน คุณจุกจิกแค่ไหน

     จริงๆ ในใจเราบางอย่างก็จุกจิกแหละ พิถีพิถัน ถ้าเป็นเรื่องที่ผมควบคุมได้ เลือกได้ อย่างผมไปซื้อหมอนหนุนที่ทำพิเศษโดยวัดจากสรีระของเราเลย มันแพงนะ แต่ก็ทำให้คุณภาพการนอนของผมดีขึ้น วัดจากเครื่องวัดการนอนที่ข้อมือ ก็บอกว่ามันดีขึ้นจริง บางทีผมสั่งของออนไลน์บางอย่าง เมื่อก่อนเราไม่เข้าใจผู้หญิงหรอก ผู้หญิงทำไมชอบช้อปปิ้ง พาเราไปเดินๆ เดินอยู่นั่นแหละ ซึ่งจริงๆ แล้วผู้ชายก็เป็นเหมือนกัน ผมก็ชอบซื้อกระเป๋าฟรายทาก ติดกลิ่นผ้าใบ มีอยู่แล้วหลายใบ แต่ซื้อเพิ่มก็ได้มั้ง บางทีเราก็อยากปรนเปรอตัวเองในบางวันบ้าง

     ผมรู้จักคุณยายคนหนึ่งที่เขาขยัน ประหยัด อดออม โดยไม่ซื้อสิ่งที่ฟุ่มเฟือยให้กับตัวเองเลย ผมรู้สึกว่าเขาหง่อม คำว่าหง่อมบางทีเราไม่ได้ใช้กับมะม่วงอย่างเดียวนะ ใช้กับคนก็ได้ คือดูหดหู่ เฉา หวังเฉาและหม่าฮั่นเลยล่ะ คือเราจะมีความสุขได้ยังไงถ้าตื่นขึ้นมาแล้วกินอาหารเช้า แต่ที่รองจานข้าวมันไม่สวยเลย ทำไมไม่ซื้อล่ะ อ๋อ เปลือง ก็จบเลยสิ แบบนี้ชีวิตก็ยากเลย ที่รองจานข้าวแผ่นหนึ่งไม่กี่สิบบาททำไมไม่ซื้อมาใช้

     บ้านหลังนี้เป็นบ้านเดิมที่มีอยู่แล้ว ผมก็มาต่อเติมปรับปรุง ให้พ่อและแม่อยู่ชั้นล่าง เพราะพอคนอายุ 60 จะไม่เป็นมิตรกับบันไดแล้ว เหมือนเป็นเพื่อนที่โกงเงินเขาไป พอเห็นบันไดปุ๊บ โอ้โฮ ถอยเลย ผมก็เลยทำชั้นล่างให้มีระดับน้อยที่สุด ห้องน้ำกว้างขวาง มีราวให้จับ ถ้าจะล้มก็คว้าทัน ไม่ล้ม ไม่ลื่น ด้านหลังของบ้านมีหมู่บ้านมาปลูกใหม่ ผมไปถามราคามาก็พอผ่อนไหว มาถามเขาว่าจะย้ายไปอยู่ไหม เขาบอกว่าไม่ล่ะ พอคนอายุ 60 ก็จะติดถิ่นฐานแล้ว คุณไม่ไปไหนจนกว่าใบตองเหลือง ไม่ย้ายๆ แม่จะอยู่นี่แหละ จบเลย บ้านที่สวยกว่านี้ มีบริเวณกว่านี้

     ทำบ้านต้องใช้เงินเยอะนะ แต่ผมว่ามันมีความสุข จะกี่บาทก็ช่าง ถ้าเราเห็นว่าในชีวิตประจำวันของเราฟังก์ชันมันได้ แม่เปิดห้องนอนออกมาก็เจอครัวของเขาเลย ส่วนพ่อก็จะมีโรงรถแยกออกไปต่างหากให้ ห้องประดิษฐ์ทดลองของเขา เขาชอบไปเก็บเศษวัสดุอะไรมาทำโน่นทำนี่ เป็นโลกดีไอวายของเขา นี่ถ้าผมซื้อซาเล้งให้เขาคันหนึ่ง นั่นคงเติมเต็มความฝันของเขาแน่ๆ

 

A Day Wan 2

 

เหมือนกับว่าการงานคือความสุข ไม่ว่าจะแก่ไปแค่ไหน ก็ควรจะต้องมีอะไรให้ทำ

     ใช่เลยครับ เงื่อนไขสำคัญของคนเป็นลูกในยุคนี้นะ ตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นไป พวกเราอย่าให้เงินพ่อแม่เปล่าๆ คุณต้องให้เขาทำงานด้วย เขาจะมีความสุขมากกว่า สมมติเช้านี้เจอแม่ เอาเงินให้แม่ห้าพัน เขาก็จะรู้สึกจิ๊จ๊ะขึ้นมา นี่มันเงินลูก ไม่กล้าใช้หรอก เอาไปซื้ออะไรก็ไม่ค่อยกล้าซื้อ เทียบกับถ้าเราบอกเขา แม่ๆ เดี๋ยวจะมีคนมาถ่ายรายการนะ ช่วยทำขนมโชว์หน่อย เขามีค่าตัวให้ด้วยนะ แม่จะตื่นเต้นมากเลย โอ้โฮ จริงเหรอ รีบไปซื้อผ้ากันเปื้อนมาใหม่ แต่งหน้าทำผมใหม่ ส่วนพ่อนี่ก็ให้อ๊อกเหล็กไป ตอกเหล็กปุกปักปุกปัก ของพ่อต้องมีสคริปต์พูดด้วยนะ นี่เลย เอาไปท่องเลย พ่อบอกสบายมาก ถ่ายเสร็จก็เอาค่าตัวไปเลย โอ้โฮ มีความสุข เขารีบเอาเงินไปซื้อหลังคาผ้าใบรถกระบะมาใหม่เอี่ยม ผมแนะนำเลยว่าลูกๆ อย่าให้เงินพ่อแม่ แต่เราต้องให้เขาทำงาน แล้วจ่ายค่าจ้างเขาให้แพงๆ

 

แบบนี้คุณก็จะทำงานไปเรื่อยๆ จนอายุ 70-80 ใช่ไหม

     อาชีพรับจ้างทั่วไป ก็ทำงานนี้ไปได้เรื่อยๆ แต่อย่าไปจำกัดตัวเองแค่เรื่องทำเพลง เราก็รับจ้างทั่วไปไงล่ะ เราทำคอนเทนต์ออนไลน์ ทำงานที่บ้านก็ได้ ถ่ายทำรายการที่ห้องสตูดิโอข้างบน ตั้งไฟ ถ่ายภาพนิ่งได้ เราก็ยืดหยุ่นกับการทำงาน วางแผนให้กับตัวเองที่กำลังเติบโตขึ้นไป ผมชอบถามตัวเองตลอดว่าอีกห้าปีข้างหน้าเราจะเป็นอะไร ก็ได้คำตอบที่ดีมากว่าถ้าจะต้องเดินสายร้องเพลงต่อไปอีกเราจะไม่ไหวนะ เดี๋ยวนี้พอต้องนั่งรถตู้ไกลๆ ลงมาปุ๊บ ก็โอ้ว โอ้ว ไม่ได้ ไม่ได้ ตอนนี้รู้สึกว่าอายุมากขึ้นแล้วนะ ผมเริ่มปวดเข่า เมื่อวานเพิ่งไปฝังเข็มเป็นครั้งแรกในชีวิต กระตุ้นไฟฟ้าที่ข้อเท้า จู่ๆ ก็เจ็บมาสามเดือนแล้ว เมื่อก่อนเตะบอลก็เตะไปเลย ไม่เป็นอะไร เดี๋ยวนี้ไปเตะบอลกับเพื่อนมาทีหนึ่ง ต้องนอนพักไปสิบวัน เพราะเจ็บ เข่าดังก๊อกแก๊กๆ เหมือนตัวต่อเลโก้เลย

     เราก็ต้องทำงานที่บ้านให้มากขึ้น สร้างไลบรารีเพลงให้คนมาโหลดซื้อไปได้ เพราะผมเชื่อว่าคนสมัยนี้ไม่อยากเจอกันหรอก ถ้าวันนี้เราไม่ต้องมาทำงานสัมภาษณ์ เราก็ไม่อยากมาเจอกันหรอก หรือคุณก็แค่ส่งคำถามมา แล้วผมมีกล้องอยู่ ผมถ่ายทำแล้วส่งให้คุณก็ได้ เจอกันน้อยลง แต่ว่าเราสร้างงานได้เท่าเดิม ผมว่ามันจะดีกว่า เราก็ต้องปรับตัวไปให้เข้ากับโลก เป้าหมายคือการใช้เวลาทำงานให้น้อยวันลง โดยรายได้ของเรายังเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ ผมควรจะมีวันหยุดบ้าง เพื่อพาพ่อแม่ไปไหนมาไหน หรือได้พาแฟนไปดูหนัง วันว่างคือวันสำคัญของฟรีแลนซ์ เราลืมคำนวนไปว่าวันว่างๆ หนึ่งวันมีมูลค่ามากเลยสำหรับชีวิตเรา

 

เห็นข่าวมากมายทางออนไลน์ คุณประกาศว่าพร้อมแล้วที่จะแต่งงาน

     พร้อมมากพอแล้วสำหรับการมีครอบครัว เพราะเปรียบเทียบกับเพื่อนของผม เขามีเงินในบัญชีสามหมื่น เดินมาปรึกษากับผม เฮ้ยว่าน กูจะแต่งงาน เขาทำกันยังไงวะ ผมก็บอก เฮ้ยกูก็ไม่รู้ กูยังไม่เคยแต่ง แต่กูเดาว่าจัดงานแต่งมันต้องใช้เงินสองสามแสนหรือเปล่าวะ เพื่อนบอก อ้าวเหรอ แต่กูมีสามหมื่นว่ะ ผมถาม เฮ้ย แล้วบ้านล่ะ มึงมียัง มันบอก กูยังไม่มีบ้าน ไม่มีอะไรเลย กูมีมอเตอร์ไซค์คันหนึ่ง เงินสามหมื่น กับหัวใจที่เด็ดเดี่ยว กูก็จะไปขอผู้หญิงแต่งงานแล้ว มาถึงจนทุกวันนี้เขามีลูกกันแล้ว น่ารักมากเลย เป็นครอบครัวที่มีความสุข

     ผมก็เลยกลับมามองตัวเองว่า เฮ้ย พร้อมกว่านี้ก็ไม่มีอีกแล้วเว้ย มึงยังจะต้องรออะไรอีกวะ คือขนาดเพื่อนที่มันเคยมาไถตังค์ผมตอนเด็กๆ ชีวิตหักเห ตีรันฟันแทง ต่อมาไปขายตุ๊กตาอยู่หน้าเดอะมอลล์งามวงศ์วาน แล้วสุดท้ายเขามีครอบครัวที่น่ารัก เลิกไถตังค์เพื่อนแล้ว หันไปขยันทำงาน หาเงินมาเลี้ยงลูก ผมเห็นแล้วก็เข้าใจว่า อ๋อ ผู้ชายเราจะเปลี่ยนอีกครั้งหนึ่งตอนแต่งงาน มีครอบครัว มีลูก

     ยิ่งเมื่อเราเจอภรรยาที่มัธยัสถ์นี่จะดีมาก ผู้หญิงที่จุกจิก เจ้ากี้เจ้าการ คือโรลโมเดลที่สุดยอดเลย แม่ผมถ้าไม่เป็นคนเก็บเงิน ถ้าแม่บริหารเงินไม่เก่ง รับรองว่าพ่อใช้หมด พ่อเป็นคนใจดี เขาหักสร้อยทองให้ลูกน้องเอาไปใช้ก่อน อ้อ พรุ่งนี้วันมอบตัวลูกเหรอ อะ เอานี่ไปใช้ก่อน บ้านเราก็แค่พอมี ไม่เดือดร้อน ก็ให้คนอื่นเอาไปใช้ก่อนได้ ส่วนแม่ผมจะคอยเก็บเงิน ในบ้านผมนี่ถ้าเดินๆ ไปอาจจะเจอเงินที่แม่ซุกเก็บไว้ มันเป็นสกิลของแม่ แม่ทำอะไรได้มากกว่าที่จินตนาการ

 

A Day Wan 3

 

คุณมีหลักการใช้เงินและการออมยังไง ใช้หลักวิธีของแม่หรือเปล่า

     มีสนธิสัญญาระหว่างผมกับแม่ ถ้าเป็นของที่เรานำมาใช้งาน ทำเป็นอาชีพ อย่างเช่น ซื้อกีตาร์ใหม่ ซื้อไมโครโฟนใหม่ สมมติว่าราคาห้าหมื่น ผมต้องหาเงินมาคืนห้าแสนให้ได้ ซื้อมาปุ๊บ รับงานแรกก็เอาให้คุ้มค่าของก่อนเลย หลังจากนั้นก็ค่อยหักค่าเสื่อม แล้วค่อยทำกำไรจากมัน

     ไมโครโฟนตัวละแปดหมื่น ผมคิดว่าคงต้องรับสักสองงานเพื่อจะได้ค่าของคืนมา แล้วหลังจากนั้นคือกำไร ของที่เราซื้อมาแพงๆ ทั้งนั้น เราก็ต้องใช้มันเพื่อทำงานหาเงินคืนมา มันเป็นเหตุเป็นผลทุกอย่าง คือคุณฟุ่มเฟือยได้ แต่ต้องใช้งานให้คุ้ม ของดีราคาถูกน่ะมันไม่มี มันมีแต่ของดีราคาปานกลาง ที่เราจะต้องกัดฟันซื้อมา อดกินบุฟเฟต์สักหน่อยแล้วกลั้นใจซื้อเพื่อเอามาใช้งาน

     ผมว่าสิ่งที่น่าหวาดเสียวที่สุดคือการเก็บเงินไว้เฉยๆ เพราะนอกจากไม่งอกเงยแล้วมันยังเสื่อมถอย ในวันที่เรากินน้ำในราคาแพงกว่าข้าวแล้ว เราซื้อกาแฟแก้วหนึ่งแพงกว่าข้าว ถ้าเก็บเงินไว้เฉยๆ คุณเจ็บปวดแน่ๆ เอาเงินไปซื้อของที่คุณชอบมาใช้งานดีกว่า คุณซื้อนาฬิกาที่ชอบ ซื้อกองทุนที่ใช่ ไปหาคนที่ให้คำปรึกษาแก่คุณได้ และอีกข้อหนึ่ง ผมพยายามไม่ใช่เงินสดแล้ว เพราะมันไม่ให้ผลตอบแทนอะไรเพิ่มเลย เราใช้บัตรเครดิตสิ คนฉลาดใช้บัตรเครดิต เพราะมันได้สะสมคะแนน ไว้แลกตั๋วเครื่องบิน ไว้ใช้เป็นส่วนลด

     ล่าสุดผมไปซื้อกล้อง ถามคนขายว่าเอาแต้มแลกได้ไหม ได้ครับ ใช้แต้มแล้วลดไปอีก 20% ดังนั้น ก็อย่าไปใช้เงินสดครับ ได้ส่วนลดจากบัตร ได้แคชแบ็กกลับมาอีก ได้ของมาใช้ทำงานด้วย โอ้โห ตกใจมาก ตกใจแล้วต้องซื้อ

 

คนอายุ 30 กว่าๆ แบบคุณ น่าจะมีเงินเก็บสักเท่าไร

     นี่ถามเหมือนคนในพันทิปดอตคอมเลยนะ คือตอนอายุ 20 ทำงานให้หนักที่สุด หาเงินให้ได้มากที่สุดเท่าที่คุณจะทำไหว เพราะคุณจะมีความสุขเวลาเปิดสมุดบัญชี แล้วมีตัวเลขเพิ่มขึ้น คนในครอบครัวก็รู้สึกอุ่นใจด้วย ในช่วง 20 ต้นๆ เพิ่งเรียนจบออกมา คุณควรเคี่ยวกรำงานหนักให้ชีวิตเข้มข้น ทำตัวเหมือนมดงาน ออกไปหาน้ำตาลมาเก็บตุนไว้ให้เยอะที่สุด

     พออายุ 30 คุณควรจะทำงานน้อยลง โดยได้เงินเดือนเท่าเดิม หมายความว่าเรามีวันหยุดเพิ่มขึ้น มีเวลากินข้าวกับพ่อแม่ มีเวลาพาแฟนไปเที่ยวเล่น เงินไม่น้อยลงไปกว่าเดิม นั่นแปลว่าเรามาถูกทางแล้ว ถ้ายิ่งได้เงินเยอะขึ้นกว่าเดิม โอ้ย นั่นยิ่งดี ยิ่งมาถูกทาง

     อายุ 40 ขึ้นไป เราจะไม่เจอกันอีกเลย เราจะย้ายออกไปอยู่สบายๆ ถ้าคิดถึงก็แค่โทร.หากันบ้าง เฮ้ พี่ยังทำนิตยสารนี้อยู่หรือเปล่า มาเจอกันหน่อยไหม ผมอยากให้สัมภาษณ์มากเลย ตอนนี้กำลังปลูกพืชขั้นบันไดอยู่ มีความสุขมากเลย ผมมีเวลาว่างมาก พี่แวะมาสิ แล้วผมมีผักให้พี่กิน คือเรายังรักกัน คิดถึงกัน แต่จะเจอกันน้อยลงแล้ว

 

แล้วคนรุ่นลูกของเราล่ะ พวกเขาจะมีชีวิตที่ดี มีงานที่รัก และเก็บเงินได้เท่าเราไหม

     คือผมเติบโตมาในครอบครัวที่พอมีพอกิน บ้านเราแค่พอมีค่าเทอมจ่ายให้ผมไปเรียน พอมีชุดนักเรียนใส่ แต่ไม่ได้ใหม่ทุกเทอม แม่บอกว่าเราต้องซื้อเผื่อโต คือกางเกงตัวใหญ่มาก เอาเข็มขัดรัดไว้ จะได้ใส่ได้นานๆ

     ผมกังวลว่าคนรุ่นลูกของเราจะเป็นอย่างไร ถ้าผมมีลูก ผมอาจจะต้องอำพรางเขา ต้องให้เขาซื้อตั๋วเดือนรถเมล์แล้วไปโรงเรียนเอง เราอย่าไปรับไปส่ง เพราะเด็กแข็งแกร่งกว่าที่เราคิด มันไม่ตายง่ายๆ หรอก ชีวิตเรา ร่างกายจะทดสอบตลอดเวลา มันจะบอกว่าหิวๆ ทั้งที่จริงแล้วเราไม่หิวเท่าไรหรอก เราอดอาหารได้อีกสี่ห้าวัน เราต้องทำให้ลูกรู้สึกชีวิตนี้ควรธรรมดาๆ ห้ามสบายจนกว่าจะทำงานและหาเงินเองได้ ตอนเด็กๆ ก็ล้างมอเตอร์ไซค์ให้พ่อหน่อย เอาไปยี่สิบ ผมถูกสอนมาแบบนี้ แม่ให้เงินเดือนผมตั้งแต่ ป.1 เดือนละหกร้อยบาท และถ้าผมใช้เงินที่แม่ให้ แล้วเหลือเกินครึ่งหนึ่ง เอาไปคืนแม่ แล้วแม่จะให้เงินเพิ่มอีกเท่าหนึ่ง เอาเข้าบัญชีไว้ให้เลย ห้ามเอาออกมาใช้ ให้เราออมไว้เท่านั้น

     ตอนเด็กๆ เราไม่รู้หรอกว่าการออมเงินสำคัญยังไง จนถึงสิ้นปี ดูสมุดบัญชีแล้วก็ตกใจ โอ้โฮ ผมมีเงินเก็บตั้งแต่ ป.1 เกือบหมื่น ตอนนั้นผมกรี๊ดเลย ขอแม่ว่าเอาไปซื้อเกมซูเปอร์แฟมิคอมได้ไหม แม่บอกไม่ได้ ต้องเก็บออมไว้ ตอนเด็กๆ เราไม่รู้เรื่องหรอก แค่ดีใจกับตัวเลขในบัญชี ยิ่งเป็นเด็กผู้ชายด้วย เงินเหลือเท่าไรก็ใช้ เอาไปเข้าร้านเกมหมด

     ตอนนี้กำลังพัฒนารายการออนไลน์มากมาย นอนบ้านเพื่อน, ว่านไปเรื่อยสามแยกปากหวาน ก็กำลังจะกลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่ ในชื่อที่ต่างออกไป เนื้อหาคงไม่ต่างจากเดิมคือ เละเทะ เพื่อจะมอบรอยยิ้มให้กับผู้ชม รวมถึงคอนเสิร์ตสามแยกปากหวานในปีหน้า เราวางแผนว่าจะทำกันอีก บนโต๊ะกินข้าวของพวกเราจะสนุกมาก สมมติมีพี่สิงโต นำโชค, สแตมป์, ตู่ ภพธร, อะตอม ถ้ามาอยู่กันครบ เรามักจะคุยกันเรื่องชีวิตซีเรียสๆ พี่สิงโตจะเริ่มก่อน เฮ้ย วันนี้ผมดีใจที่ได้มาเจอพวกคุณ แต่ห้าทุ่มผมต้องกลับถึงบ้าน ดังนั้น รีบคุย เจ๋งมาก ส่วนใหญ่พวกเราไม่ค่อยได้คุยกันเรื่องงานแล้ว เฮ้ย กีตาร์คุณใช้อะไรนะ เราข้ามเรื่องพวกนี้กันไปแล้ว สามสิบกว่า เราคุยเรื่องชีวิตวันข้างหน้ากันแล้ว

 

ขอบคุณบทสัมภาษณ์ และรูปภาพจาก A Day Bulletin

 

มีเรื่องไหนที่คุณอยากรู้?
เราพร้อมช่วยคุณทุกวัน 24 ชม.

ME CALL CENTER : 02-502-0000

ME BOT วิดิโอสาธิตการใช้งาน